PU Foam ติดไฟไหม? เปิดข้อเท็จจริงเรื่อง Fire Rating และวิธีเลือกฉนวนสูตรกันไฟ
TL;DR: PU Foam ธรรมดาที่ไม่มีสารหน่วงไฟสามารถติดไฟได้ แต่ PU Foam สูตร Fire Retardant ที่มีสารหน่วงไฟประมาณ 15% จะไม่ลามไฟ ไหม้เฉพาะจุดที่โดนเปลวไฟโดยตรง แล้วดับเองเมื่อนำเปลวไฟออก ค่ามาตรฐานที่ควรดูคือ Fire Rating B1 (ยากต่อการลุกไหม้) และค่า Oxygen Index ≥30 หากต้องการกันไฟดีกว่า ให้เลือก PIR Foam ที่ลดการปล่อยความร้อนได้ถึง 50%
“PU Foam ติดไฟไหม?” เป็นคำถามแรก ๆ ที่เจ้าของบ้าน ผู้จัดการโรงงาน และวิศวกรมักถามก่อนตัดสินใจติดตั้งฉนวนพียูโฟม ความกังวลนี้สมเหตุสมผล เพราะฉนวนจะอยู่กับอาคารไปอีกหลายสิบปี ความปลอดภัยจึงต้องมาก่อนเสมอ
คำตอบสั้น ๆ คือ ขึ้นอยู่กับสูตรของ PU Foam ที่เลือกใช้ โฟมบางสูตรติดไฟง่าย ในขณะที่บางสูตรแทบจะไม่ลามไฟเลย บทความนี้จะอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับ PU Foam กับไฟ ตั้งแต่ Fire Rating คืออะไร, PU Foam ปลอดภัยแค่ไหน, เปรียบเทียบกับ PIR Foam และวิธีเลือกฉนวนสูตรกันไฟที่ถูกต้อง หากอยากทำความรู้จัก PU Foam เบื้องต้นก่อน สามารถอ่านPU Foam คืออะไร มีกี่ประเภทได้เลย
PU Foam ติดไฟไหม? คำตอบที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
PU Foam ทั่วไปที่ไม่มีสารหน่วงไฟสามารถติดไฟได้ และเมื่อไหม้จะปล่อยควันพิษและหยดไฟลงมา แต่ PU Foam สูตร Fire Retardant ที่ใช้ในงานก่อสร้างมาตรฐานจะมีสารกันไฟผสมอยู่ ทำให้ไหม้เฉพาะจุดที่โดนเปลวไฟโดยตรง ไม่ลามไปส่วนอื่น และดับเองเมื่อเอาเปลวไฟออก
PU Foam ธรรมดา (ไม่มีสารกันไฟ)
โพลียูรีเทนโฟมเป็นพอลิเมอร์ที่ทำจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างโพลิออลและไอโซไซยาเนต โดยธรรมชาติแล้วโฟมชนิดนี้มีพื้นที่สัมผัสกับออกซิเจนมากเมื่อเกิดไฟ ทำให้เผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว และอาจปล่อยก๊าซพิษออกมาในระหว่างการเผาไหม้ ด้วยเหตุนี้ PU Foam ที่ไม่ผ่านการปรับสูตรจึงไม่เหมาะสำหรับใช้ในอาคาร
PU Foam สูตร Fire Retardant (มีสารหน่วงไฟ)
PU Foam ที่ใช้ในงานก่อสร้างคุณภาพดีจะมีส่วนผสมสารกันไฟประมาณ 15% ทำให้ไหม้เฉพาะจุดที่โดนเปลวไฟโดยตรง แต่ไม่ลามไปส่วนอื่น เมื่อนำเปลวไฟออก โฟมจะหยุดไหม้และดับเอง คุณสมบัตินี้เรียกว่า “ไม่ลามไฟ” หรือ Fire Retardant ซึ่งแตกต่างจาก “ไม่ติดไฟ” (Non-Combustible) อย่างสิ้นเชิง
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Fire Retardant ไม่ได้หมายความว่าไม่ติดไฟเลย แต่หมายความว่าโฟมจะต้านทานการลุกไหม้และหยุดลุกไหม้ด้วยตัวเองเมื่อเอาแหล่งกำเนิดไฟออก
Fire Rating คืออะไร? อ่านค่าอย่างไรให้ถูกต้อง
Fire Rating คือระบบจัดระดับที่บ่งบอกว่าวัสดุตอบสนองต่อเปลวไฟอย่างไร สำหรับ PU Foam ระบบที่ใช้กันแพร่หลายแบ่งเป็นระดับ B1, B2 และ B3 ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งกันไฟดี นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานสากลอย่าง ASTM E84, UL 94 และ FM Approved ที่ใช้อ้างอิงในโครงการก่อสร้าง


ระดับ B1 (ยากต่อการลุกไหม้)
B1 เป็นระดับสูงสุดที่ PU Foam ทั่วไปสามารถทำได้ วัสดุระดับนี้ไม่สามารถลุกไหม้ต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง หลังนำเปลวไฟออกจะดับเองภายใน 30 วินาที ไม่มีหยดไฟ และมีค่าความเป็นพิษของควันอยู่ในระดับต่ำ สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนล ระดับ B1 หมายถึงค่า Oxygen Index ≥30 ซึ่งหมายความว่าต้องมีปริมาณออกซิเจนในอากาศสูงกว่า 30% โฟมถึงจะลุกไหม้ได้ (อากาศปกติมีออกซิเจนประมาณ 21%)
B1 เป็นระดับที่แนะนำสำหรับอาคารพักอาศัย โรงงาน และอาคารพาณิชย์ทุกประเภท
ระดับ B2 (ติดไฟแต่ดับเอง)
B2 เป็นระดับกลาง วัสดุสามารถติดไฟได้เมื่อโดนเปลวไฟ แต่จะดับเองภายใน 60 วินาที หลังนำเปลวไฟออก และควบคุมการลามของเปลวไฟได้ ระดับ B2 เหมาะกับงานที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น งานอุดรอยรั่วทั่วไปหรือฉนวนในจุดที่มีวัสดุกันไฟปิดทับอยู่แล้ว
ระดับ B3 (ติดไฟง่าย) ควรหลีกเลี่ยง
B3 คือวัสดุที่ติดไฟง่ายและลุกไหม้ต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง PU Foam ระดับ B3 ไม่ควรนำมาใช้ในงานก่อสร้างอาคารไม่ว่ากรณีใด เพราะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
สำหรับมาตรฐานสากล โฟมพลาสติกในอาคารต้องผ่านมาตรฐาน ASTM E84 หรือ UL 723 โดยค่า Flame Spread Index ต้องอยู่ระหว่าง 26 ถึง 75 (Class B) และค่า Smoke Developed Index ต้องต่ำกว่า 450
PU Foam ปลอดภัยไหม? 5 คุณสมบัติกันไฟที่ต้องดู
PU Foam ปลอดภัยเมื่อเลือกใช้สูตรที่ถูกต้องและติดตั้งตามมาตรฐาน สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบ 5 คุณสมบัติต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าฉนวนที่เลือกจะปลอดภัยกับอาคารของคุณ
1. มีสารหน่วงไฟ (Fire Retardant Additive) ตรวจสอบว่า PU Foam มีสารหน่วงไฟผสมอยู่หรือไม่ สูตรมาตรฐานควรมีสารกันไฟประมาณ 15% ของส่วนผสม ซึ่งทำให้โฟมไม่ลามไฟแม้จะโดนเปลวไฟโดยตรง
2. ค่า Oxygen Index สูง ค่า Oxygen Index บอกว่าต้องมีออกซิเจนในอากาศเท่าไหร่โฟมถึงจะลุกไหม้ได้ ค่ายิ่งสูงยิ่งดี สำหรับระดับ B1 ค่านี้ต้อง ≥30 ซึ่งสูงกว่าปริมาณออกซิเจนในอากาศปกติ (21%) จึงหมายความว่าภายใต้สภาวะปกติ โฟมจะไม่ลุกไหม้ด้วยตัวเอง
3. ใบรับรองมาตรฐาน ขอดูผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เช่น ผลทดสอบตามมาตรฐาน ASTM, DIN 4102 หรือ FM Approved สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนล ใบรับรอง FM Approved ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในอุตสาหกรรม
4. โครงสร้างเซลล์ปิด (Closed-Cell) โฟมเซลล์ปิดมีโครงสร้างที่แน่นกว่าเซลล์เปิด ทำให้ออกซิเจนเข้าถึงเนื้อโฟมได้ยากกว่า ส่งผลให้ต้านทานการลุกไหม้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังดูดซึมน้ำไม่เกิน 2% จึงป้องกันความชื้นซึ่งอาจทำให้คุณสมบัติกันไฟลดลง
5. ไม่หยดไฟ (No Flaming Drips) PU Foam คุณภาพดีเมื่อถูกเปลวไฟจะไม่หยดเป็นหยดไฟลงมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไฟลามไปยังพื้นที่อื่น โฟมระดับ B1 ต้องผ่านเกณฑ์นี้ทุกครั้ง หากต้องการทราบข้อดีข้อเสียของ PU Foam ในภาพรวม สามารถอ่านPU Foam ดีไหม? เปิดทุกคุณสมบัติได้เลย
เปรียบเทียบ PU Foam vs PIR Foam ตัวไหนกันไฟดีกว่า?
สำหรับโครงการที่ต้องการความปลอดภัยด้านอัคคีภัยสูงสุด PIR Foam (Polyisocyanurate) เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา PIR มีองค์ประกอบทางเคมีคล้าย PU Foam แต่ใช้อัตราส่วนไอโซไซยาเนตสูงกว่า ทำให้โครงสร้างพอลิเมอร์มีการเชื่อมโยงข้ามมากขึ้น (Cross-Linked) ส่งผลให้ทนความร้อนและกันไฟได้ดีกว่า
จากงานวิจัยเปรียบเทียบ PU กับ PIR พบว่า PIR Foam ลดค่า Peak Heat Release Rate ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับ PU Foam นอกจากนี้ PIR ยังสร้างชั้นถ่าน (Char Layer) ปกป้องเนื้อโฟมด้านในเมื่อถูกเปลวไฟ ปล่อยควันพิษน้อยกว่า และทนอุณหภูมิได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ในขณะที่ PU ทั่วไปทนได้ประมาณ 80-100 องศาเซลเซียส
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ค่า Isocyanate Index โดย PU Foam ทั่วไปมี Index ประมาณ 100-110 ส่วน PIR Foam มี Index ตั้งแต่ 300 ขึ้นไป ยิ่ง Index สูง ยิ่งกันไฟดี สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนลในตลาดไทย PIR ที่ดีควรมี Index 350-370 ขึ้นไป จึงจะถือว่าเป็น PIR แท้ที่กันไฟได้ตามมาตรฐาน
ควรเลือก PIR แทน PU เมื่อไหร่? ในโรงงานที่มีความเสี่ยงด้านอัคคีภัยสูง, อาคารสูงที่ต้องผ่านมาตรฐานกันไฟเข้มงวด, ห้องเก็บสารเคมี และโครงการที่ต้องการใบรับรอง FM Approved หากต้องการเทียบข้อดีข้อเสียของฉนวนแต่ละประเภทสามารถอ่านเพิ่มเติมได้
วิธีเลือก PU Foam สูตรกันไฟ ไม่ให้โดนหลอก
ตลาด PU Foam ในไทยมีทั้งสินค้าคุณภาพดีและสินค้าที่อ้างว่า “กันไฟ” แต่ไม่ได้ผ่านการทดสอบจริง ต่อไปนี้คือวิธีตรวจสอบเบื้องต้น
ขอดูใบทดสอบ (Test Report) ผู้ขายที่น่าเชื่อถือต้องสามารถแสดงผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยระบุค่า Fire Rating (B1 หรือ B2), ค่า Oxygen Index และค่า Flame Spread Index อย่างชัดเจน หากไม่มีใบทดสอบ ไม่ควรเสี่ยงใช้
ดูค่า Index ของโฟม สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนล ค่า Index เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพกันไฟที่สำคัญ PU ทั่วไปมี Index 100-250 ส่วน PU กันไฟดีจะมี Index 250-350 และ PIR แท้จะมี Index 350 ขึ้นไป
เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์ สำหรับงานพ่นฉนวน การเลือกบริษัทที่ใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมสูตรไม่ลามไฟ มีความสำคัญมาก จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของทีมเอราวัณ บิลดิ้ง ซัพพลาย เราคัดสรรน้ำยาเคมีนำเข้าที่ผ่านมาตรฐานไม่ลามไฟทุกล็อต เพราะความปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด แนะนำให้อ่านวิธีเลือกบริษัทพ่นฉนวนพียูโฟมให้ได้มาตรฐานก่อนตัดสินใจจ้าง
เคสจริง: ทำไมบางโครงการ PU Foam ถึงเกิดไฟไหม้?
กรณีไฟไหม้ที่เกี่ยวข้องกับ PU Foam ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวฉนวนเอง แต่เกิดจากการเลือกเกรดวัสดุผิดและกระบวนการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ต่อไปนี้คือสาเหตุหลักที่พบบ่อย
เลือก PU Foam เกรด B3 เพื่อประหยัดต้นทุน บางโครงการใช้โฟมเกรดต่ำที่ไม่มีสารหน่วงไฟ ซึ่งติดไฟง่ายและลามเร็วมาก
ไม่ปิดทับด้วย Thermal Barrier ตามมาตรฐานอาคารสากล PU Foam ที่เปิดโล่งภายในอาคารควรปิดทับด้วยวัสดุกันไฟ เช่น แผ่นยิปซัม หรือแผ่นเหล็ก เพื่อชะลอการสัมผัสเปลวไฟโดยตรง
ช่างเชื่อมหรือตัดเหล็กใกล้โฟมโดยไม่ป้องกัน สะเก็ดไฟจากงานเชื่อมเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ควรคลุมฉนวนด้วยผ้ากันไฟก่อนทำงานเชื่อมในบริเวณใกล้เคียงเสมอ
โฟมเสื่อมสภาพจากรังสี UV PU Foam ที่โดนแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานจะเสื่อมสภาพ ทำให้คุณสมบัติกันไฟลดลง จึงต้องปิดทับด้วยวัสดุกัน UV เสมอ
ข้อสรุปคือ PU Foam ไม่ใช่สาเหตุของไฟไหม้ หากเลือกเกรดที่ถูกต้อง ติดตั้งตามมาตรฐาน และดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
สรุป
PU Foam ติดไฟได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสูตรที่เลือกใช้ PU Foam สูตร Fire Retardant ระดับ B1 ที่มีสารหน่วงไฟ 15% จะไม่ลามไฟและดับเองเมื่อนำเปลวไฟออก ส่วนโครงการที่ต้องการกันไฟสูงสุดควรพิจารณา PIR Foam ที่ลดการปล่อยความร้อนได้ถึง 50% สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องขอดูใบทดสอบมาตรฐาน เลือกค่า Oxygen Index ≥30 และใช้บริษัทที่มีประสบการณ์และวัตถุดิบคุณภาพ
ทีมเอราวัณ บิลดิ้ง ซัพพลาย ใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมสูตรไม่ลามไฟทุกโครงการ พร้อมรับประกันคุณภาพในทุกงาน หากต้องการคำปรึกษาเรื่องฉนวน PU Foam สูตรกันไฟ ขอใบเสนอราคาฟรีได้เลยที่นี่ หรือดูรายละเอียดบริการพ่นพียูโฟมทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
PU Foam กันไฟได้กี่ชั่วโมง?
PU Foam ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ “กันไฟ” ในลักษณะเดียวกับผนังกันไฟ (Fire Wall) แต่เป็นวัสดุ “ไม่ลามไฟ” (Fire Retardant) ที่ชะลอการลุกไหม้และดับเองเมื่อนำเปลวไฟออก ระยะเวลาที่ทนไฟได้ขึ้นอยู่กับ Fire Rating โดย B1 ดับเองภายใน 30 วินาที ส่วน B2 ดับเองภายใน 60 วินาที หากต้องการกันไฟเป็นชั่วโมง ต้องใช้ร่วมกับระบบ Thermal Barrier เช่น แผ่นยิปซัมหรือแผ่นเหล็ก
PU Foam สูตรกันไฟ ราคาแพงกว่าปกติเท่าไหร่?
PU Foam สูตร Fire Retardant มีราคาสูงกว่าโฟมธรรมดาประมาณ 15-30% ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ส่วน PIR Foam ที่กันไฟดีกว่าจะมีราคาสูงกว่า PU Foam อีกขั้น แต่เหมาะกับโครงการที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ต้องปิดทับ PU Foam ด้วยวัสดุกันไฟหรือไม่?
แนะนำอย่างยิ่งให้ปิดทับ โดยเฉพาะ PU Foam ที่ติดตั้งภายในอาคาร ตามมาตรฐานสากล โฟมพลาสติกที่เปิดโล่งควรมี Thermal Barrier (เช่น แผ่นยิปซัมหนาอย่างน้อย 12.7 มม.) ปิดทับเพื่อชะลอการสัมผัสเปลวไฟโดยตรง สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนลที่มีแผ่นเหล็กประกบ 2 ด้าน ถือว่ามี Thermal Barrier อยู่ในตัวแล้ว
PIR Foam กับ PU Foam Fire Retardant ต่างกันอย่างไร?
ทั้งคู่กันไฟได้ แต่ PIR Foam กันไฟได้ดีกว่า เพราะมีค่า Isocyanate Index สูงกว่า (300 ขึ้นไป เทียบกับ PU ที่ 100-250) ทำให้โครงสร้างพอลิเมอร์ทนความร้อนสูงกว่า สร้างชั้นถ่านป้องกันไฟได้ดีกว่า และปล่อยควันพิษน้อยกว่า PU Foam Fire Retardant เหมาะกับงานทั่วไป ส่วน PIR เหมาะกับโรงงานเสี่ยงสูง อาคารสูง หรือโครงการที่ต้องผ่าน FM Approved
PU Foam เก่าที่ติดตั้งไปแล้ว จะตรวจสอบว่ากันไฟหรือไม่ ทำอย่างไร?
วิธีเบื้องต้นคือขอดูเอกสารใบเสนอราคาหรือสเปควัสดุจากบริษัทที่ติดตั้ง ซึ่งควรระบุ Fire Rating ไว้ หากไม่มีเอกสาร สามารถตัดตัวอย่างโฟมเล็ก ๆ ส่งทดสอบที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ทดสอบด้วยการจุดไฟเอง เพราะอาจเกิดอันตรายและไม่ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ








