ผนัง PU Foam: คู่มือเลือกแผ่นผนังพียูโฟม พร้อมวิธีติดตั้งที่ถูกต้อง

TL;DR: ผนัง PU Foam คือระบบฉนวนผนังจากโพลียูรีเทนโฟม ที่ช่วยกันร้อน กันเสียง และกันความชื้นในคราวเดียว มีให้เลือก 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ แผ่นแซนวิชพาแนล, แผ่นผนังพียูโฟมลายไม้ และการพ่นโฟมบนผนังโดยตรง บทความนี้อธิบายวิธีติดตั้งผนัง PU โฟมทีละขั้นตอน พร้อมเทคนิคเลือกความหนาให้เหมาะกับอาคารแต่ละประเภท

คุณเคยสังเกตไหมว่าผนังบ้านหรืออาคารร้อนจัดจนแอร์ทำงานหนัก แต่ห้องก็ยังไม่เย็นสักที? ปัญหานี้เกิดจากผนังที่ไม่มีฉนวนกันความร้อน ทำให้ความร้อนจากภายนอกถ่ายเทเข้ามาตลอดทั้งวัน ผนัง PU Foam จึงเป็นทางออกที่เจ้าของบ้าน ผู้จัดการโรงงาน และวิศวกรโครงการเลือกใช้มากขึ้นในปัจจุบัน

เพราะฉนวนพียูโฟม (Polyurethane Foam) มีค่าการนำความร้อนต่ำเพียง 0.022 ถึง 0.035 W/m·K จึงสกัดความร้อนได้ดีกว่าฉนวนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้ว่าแผ่นผนัง PU โฟมมีกี่ประเภท วิธีติดตั้งผนัง PU โฟมทำอย่างไร และควรเลือกความหนาเท่าไหร่ให้เหมาะกับอาคารของคุณ หากต้องการดูข้อดีและข้อเสียของผนัง PU โฟมแบบละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้เลย

ผนัง PU Foam คืออะไร? ทำไมถึงนิยมใช้เป็นฉนวนผนัง

ผนัง PU Foam คือระบบผนังที่ใช้โพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam) เป็นชั้นฉนวนหลัก ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนผ่านผนังอาคาร ป้องกันเสียงรบกวน และกันความชื้นไม่ให้ซึมเข้ามาภายใน ทำให้อาคารเย็นสบายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแอร์มากเกินไป

โครงสร้างของแผ่นผนัง PU โฟม

แผ่นผนังพียูโฟมประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก ได้แก่ แผ่นโลหะด้านนอก (มักเป็นเมทัลชีทเคลือบสี), ชั้นฉนวน PU Foam ตรงกลาง และแผ่นโลหะด้านใน โครงสร้างแบบนี้เรียกว่า “แซนวิชพาแนล” (Sandwich Panel) เพราะมีลักษณะคล้ายขนมปังประกบไส้

เนื้อโฟม PU ภายในเป็นระบบเซลล์ปิด (Closed-Cell) ที่มีค่า K-Value ต่ำเพียง 0.022 W/m·K ทำให้ดูดซึมน้ำได้ยากและกันความร้อนได้ดีเยี่ยม คุณสมบัตินี้ทำให้ PU Foam เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผนังบ้าน โรงงาน และห้องเย็น

โครงสร้างของแผ่นผนัง PU โฟม

ผนังพียูโฟมต่างจากฉนวนชนิดอื่นอย่างไร

เมื่อเทียบกับใยแก้ว (Fiberglass) ที่มีค่า R-Value ประมาณ R-3 ถึง R-4 ต่อนิ้ว พียูโฟมแบบเซลล์ปิดให้ค่า R-Value สูงถึง R-3.4 ถึง R-6.7 ต่อนิ้ว ซึ่งหมายความว่า PU Foam กันความร้อนได้ดีกว่าในความหนาที่น้อยกว่า

นอกจากนี้ จากการทดสอบที่ Oak Ridge National Laboratory ยังพบว่าโฟมพียูแบบเซลล์ปิดที่ติดตั้งในผนังเหล็กให้ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูงกว่าใยแก้วถึง 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หากต้องการเปรียบเทียบฉนวนกันความร้อนแต่ละประเภทอย่างละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้

แผ่นผนัง PU โฟม มีกี่ประเภท? เลือกแบบไหนดี

แผ่นผนัง PU โฟมในตลาดปัจจุบันมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ แผ่นแซนวิชพาแนล (Sandwich Panel), แผ่นผนังพียูโฟมลายไม้สำหรับตกแต่ง และการพ่นพียูโฟมลงบนผนังโดยตรง แต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ลักษณะอาคาร และวัตถุประสงค์ในการติดตั้ง

แผ่นแซนวิช PU Foam (Sandwich Panel)

แผ่นแซนวิชพาแนลเป็นผนังสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมสูงสุด เหมาะกับงานโรงงาน โกดัง ห้องเย็น และคลีนรูม โครงสร้างประกอบด้วยแผ่นเหล็กเคลือบสี 2 ด้าน ประกบฉนวน PU Foam ตรงกลาง

จุดเด่นคือติดตั้งง่ายด้วยระบบ Slip Lock ไม่ต้องก่ออิฐ ไม่ต้องฉาบปูน ประหยัดเวลาก่อสร้างได้มาก ผิวเรียบสะอาด ผ่านมาตรฐาน GMP สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ความหนาที่นิยมมีตั้งแต่ 25 มม. ไปจนถึง 150 มม. ขึ้นอยู่กับระดับการกักเก็บอุณหภูมิที่ต้องการ

แผ่นผนังพียูโฟมลายไม้ (Decorative PU Wall Panel)

แผ่นผนังพียูโฟมลายไม้เป็นทางเลือกสำหรับงานตกแต่งภายในและภายนอกที่ต้องการทั้งความสวยงามและฉนวนกันร้อน วัสดุทำจากโฟม PU ขึ้นรูปเลียนแบบลายไม้ ลายอิฐ หรือลายหิน น้ำหนักเบากว่าวัสดุจริงมาก

ข้อดีคือติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายใน ไม่ต้องใช้โครงเหล็กซับซ้อน ใช้กาวหรือสกรูยึดกับผนังเดิมได้เลย เหมาะกับบ้านพักอาศัย ร้านค้า คาเฟ่ หรือรีสอร์ทที่ต้องการเพิ่มความสวยงามพร้อมกันความร้อน สามารถดูสินค้าและอุปกรณ์พียูโฟมทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์

พ่นพียูโฟมบนผนังโดยตรง (Spray-Applied PU Foam)

การพ่นพียูโฟมบนผนังเป็นวิธีที่ยืดหยุ่นที่สุด เพราะโฟมเหลวจะถูกฉีดพ่นลงบนพื้นผิวโดยตรง แล้วขยายตัวจนเต็มทุกซอกมุม ไม่เหลือรอยต่อหรือช่องว่างให้ความร้อนลอดผ่าน

Spray Polyurethane Foam (SPF) สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ 5 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะนอกจากกันร้อนแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น Air Barrier ป้องกันลมร้อนรั่วเข้ามาในอาคารอีกด้วย วิธีนี้เหมาะกับผนังรูปทรงซับซ้อน ผนังเก่าที่ต้องการเสริมฉนวน หรือจุดที่แผ่นสำเร็จรูปเข้าไม่ถึง หากสนใจ สามารถดูรายละเอียดบริการพ่นพียูโฟมได้เลย

วิธีติดตั้งผนัง PU โฟม ทำอย่างไร? สรุป 5 ขั้นตอนสำคัญ

วิธีติดตั้งผนัง PU โฟมขึ้นอยู่กับประเภทของแผ่นผนังที่เลือกใช้ โดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ สำรวจและเตรียมพื้นผิว, ติดตั้งโครงรับ, ยึดแผ่นผนังหรือพ่นโฟม, อัดซีลรอยต่อ และตรวจสอบคุณภาพ การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างถูกต้องจะช่วยให้ฉนวนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

เตรียมพื้นผิวผนังก่อนติดตั้ง

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมพื้นผิว ผนังต้องสะอาด แห้ง ปราศจากฝุ่น คราบน้ำมัน หรือสีที่หลุดล่อน หากผนังมีรอยแตกร้าวหรือรอยรั่ว ต้องซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อน

สำหรับงานพ่นโฟม ควรวัดความชื้นของผนังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะความชื้นสูงเกินไปจะทำให้โฟมยึดเกาะไม่ดี จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของทีมช่างเอราวัณ บิลดิ้ง ซัพพลาย เราพบว่าการข้ามขั้นตอนเตรียมพื้นผิวเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ฉนวนหลุดล่อนก่อนเวลาอันควร

ขั้นตอนติดตั้งแผ่นผนัง PU โฟม (แบบแซนวิชพาแนลและลายไม้)

สำหรับแผ่นแซนวิชพาแนล ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1: ติดตั้งโครงรับ วางรางเหล็กตัว C ที่พื้นและเพดาน ตรวจระดับให้ได้แนวตรง โดยค่าคลาดเคลื่อนไม่ควรเกิน 3 มม. ต่อความยาว 3 เมตร เพื่อให้แผ่นผนังเรียงต่อกันสนิท

ขั้นที่ 2: ยึดแผ่นผนังแผ่นแรก เริ่มจากมุมห้องหรือจุดอ้างอิง ตั้งแผ่นแรกให้ได้ฉากและได้ระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแผ่นต่อไปจะอ้างอิงจากแผ่นนี้ทั้งหมด

ขั้นที่ 3: เสียบแผ่นถัดไปและยึดสกรู ล็อกแผ่นเข้ากันด้วยระบบ Z-Lock หรือ Slip Lock แล้วยึดสกรูเข้ากับโครงรับ ระยะห่างสกรูผนังอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 450 มม.

ขั้นที่ 4: อัดซีลแลนท์รอยต่อ ใช้ซีลแลนท์ PU หรือ Hybrid อัดรอยต่อระหว่างแผ่นอย่างต่อเนื่อง อย่าเว้นช่วง เพราะรอยต่อที่ไม่สนิทจะกลายเป็นจุดรั่วของความร้อนและความชื้น

ขั้นที่ 5: ติดแฟลชชิ่งและตรวจสอบ ติดแฟลชชิ่งปิดรอยต่อมุม ขอบหน้าต่าง และจุดเชื่อมต่อกับหลังคา จากนั้นตรวจสอบแนวผนัง ความแน่นของสกรู และรอยซีลทั้งหมด

สำหรับแผ่นผนังลายไม้ ขั้นตอนง่ายกว่า ใช้กาวโพลียูรีเทนทาด้านหลังแผ่น แล้วกดแนบกับผนังเดิม เสริมด้วยสกรูยึดเพื่อความแข็งแรง

ขั้นตอนพ่นพียูโฟมบนผนัง (แบบ Spray)

การพ่นพียูโฟมบนผนังต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะ เพราะโฟม 2 สารเคมี (Isocyanate และ Polyol) จะถูกผสมและฉีดพ่นผ่านหัวฉีดแรงดันสูง ขยายตัวทันทีเมื่อสัมผัสพื้นผิว

ขั้นตอนโดยสรุป ได้แก่ ปิดพื้นที่โดยรอบด้วยพลาสติกกันโฟมกระเด็น, พ่นโฟมทีละชั้นบาง ๆ (ชั้นละ 10 ถึง 20 มม.) จนได้ความหนาตามที่ออกแบบ, รอให้โฟมแข็งตัวสมบูรณ์ และตัดแต่งผิวให้เรียบก่อนปิดทับด้วยวัสดุตกแต่ง

ข้อได้เปรียบของการพ่นคือโฟมจะเข้าไปเติมเต็มทุกซอกมุมโดยไม่เหลือช่องว่าง ซึ่งเป็นจุดที่อาคารสูญเสียพลังงานได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์จากอากาศรั่วไหล

เลือกความหนาผนัง PU Foam อย่างไรให้เหมาะกับอาคาร

การเลือกความหนาที่ถูกต้องส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการกันร้อนและความคุ้มค่าของการลงทุน ความหนาที่น้อยเกินไปจะกันร้อนไม่พอ ส่วนความหนาที่มากเกินไปก็เป็นการเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น

สำหรับ บ้านพักอาศัย ที่ต้องการลดความร้อนจากผนังด้านทิศตะวันตก ความหนา 25 ถึง 50 มม. ถือว่าเพียงพอ เพราะช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องได้ 5 ถึง 10 องศาเซลเซียส

สำหรับ โรงงานและโกดัง ที่ผนังรับแดดจัดตลอดวัน ควรใช้ความหนา 50 ถึง 75 มม. เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้คนงานทำงานสะดวกและลดภาระแอร์อุตสาหกรรม

สำหรับ ห้องเย็นและห้องควบคุมอุณหภูมิ ต้องใช้ความหนา 75 ถึง 150 มม. ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเป้าหมาย ห้องเย็นที่ต้องรักษาอุณหภูมิติดลบอาจต้องใช้ความหนา 100 มม. ขึ้นไป โดยผนัง Sandwich Panel PU ที่มีความหนาแน่นมาตรฐาน 35 ถึง 40 kg/m³ เหมาะสำหรับกักเก็บอุณหภูมิตั้งแต่ 0 ถึง ลบ 55 องศาเซลเซียส

หากไม่แน่ใจว่าอาคารของคุณควรใช้ความหนาเท่าไหร่ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อสำรวจหน้างานฟรี

ผนังพียูโฟม ราคาเท่าไหร่? คุ้มค่าหรือไม่

ราคาผนังพียูโฟมในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 400 ถึง 1,200 บาทต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทแผ่น ความหนาของฉนวน ความหนาแน่นของโฟม และค่าแรงติดตั้ง โดยแผ่นแซนวิช PS Foam (โฟมขาว) เริ่มต้นที่ประมาณ 400 บาทต่อตารางเมตร ส่วน PU Foam (โฟมเหลือง) ราคาสูงกว่าเล็กน้อยเพราะกันร้อนได้ดีกว่า

แม้ราคาเริ่มต้นอาจดูสูง แต่เมื่อคำนวณค่าไฟที่ประหยัดได้ในระยะยาว ผนัง PU Foam ถือว่าคุ้มค่ามาก จากข้อมูลของ Spray Polyurethane Foam Alliance ระบุว่าฉนวนโฟมพ่นสามารถลดค่าพลังงานรายเดือนได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และคืนทุนได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี

ยิ่งไปกว่านั้น ฉนวนพียูโฟมมีอายุการใช้งานยาวนาน 10 ถึง 20 ปีขึ้นไป จึงไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย หากต้องการทราบรายละเอียดว่าพ่นพียูโฟมประหยัดค่าไฟได้จริงแค่ไหน สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้

5 ข้อควรระวังก่อนติดตั้งผนัง PU Foam

การติดตั้งผนัง PU Foam ให้ได้ผลดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเตรียมงานและฝีมือช่างด้วย ต่อไปนี้คือ 5 สิ่งที่ต้องระวัง

1. ตรวจสอบความชื้นพื้นผิว ผนังที่ชื้นเกินไปจะทำให้โฟมยึดเกาะไม่แน่น และอาจเกิดเชื้อราใต้ชั้นฉนวนในภายหลัง ควรวัดค่าความชื้นก่อนเริ่มงานเสมอ

2. ป้องกัน UV สำหรับผนังภายนอก พียูโฟมไม่ทนต่อรังสี UV โดยธรรมชาติ หากใช้พ่นโฟมบนผนังภายนอก ต้องเคลือบสีกัน UV หรือปิดทับด้วยวัสดุตกแต่งเสมอ ไม่ควรปล่อยให้โฟมเปลือยโดนแดดโดยตรง

3. เลือกช่างที่ได้มาตรฐาน การพ่นโฟมต้องควบคุมอัตราส่วนสารเคมี อุณหภูมิ และแรงดันอย่างแม่นยำ ช่างที่ไม่มีประสบการณ์อาจพ่นโฟมบางเกินไป หนาไม่สม่ำเสมอ หรือผสมสารผิดสัดส่วน ซึ่งทำให้ฉนวนทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ แนะนำให้อ่านวิธีเลือกบริษัทพ่นฉนวนพียูโฟมให้ได้มาตรฐานก่อนตัดสินใจ

4. อย่าประหยัดความหนาจนเกินไป การพ่นโฟมบางกว่าที่ออกแบบเพียงไม่กี่มิลลิเมตร อาจทำให้ค่ากันร้อนลดลงอย่างมาก ควรตรวจวัดความหนาด้วยเครื่องมือวัดทุกครั้งหลังติดตั้ง

5. คำนึงถึงการระบายอากาศ ฉนวนที่ปิดสนิทเกินไปโดยไม่มีระบบระบายอากาศ อาจทำให้เกิดปัญหาอากาศอับชื้นภายในอาคาร โดยเฉพาะในห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูง ควรออกแบบระบบระบายอากาศควบคู่กับการติดตั้งฉนวน

สรุป

ผนัง PU Foam เป็นทางเลือกฉนวนที่ครบจบในตัว ทั้งกันร้อน กันเสียง และกันความชื้น ไม่ว่าจะเลือกแบบแผ่นแซนวิชพาแนล แผ่นผนังลายไม้ หรือพ่นโฟมบนผนังโดยตรง สิ่งสำคัญคือต้องเลือกความหนาให้เหมาะกับอาคาร ใช้ช่างมืออาชีพที่มีประสบการณ์ และปฏิบัติตามขั้นตอนการติดตั้งอย่างถูกต้อง

หากต้องการคำปรึกษาเรื่องผนัง PU Foam สำหรับบ้าน โรงงาน หรืออาคารของคุณ ทีมเอราวัณ บิลดิ้ง ซัพพลาย พร้อมสำรวจหน้างานและให้คำแนะนำฟรี ขอใบเสนอราคาได้เลยที่นี่ หรือแอดไลน์สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

ผนัง PU Foam กันร้อนได้กี่องศา?

ผนัง PU Foam สามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 5 ถึง 15 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับผนังที่ไม่มีฉนวน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของฉนวน ทิศทางที่ผนังรับแสงแดด และสภาพอากาศในพื้นที่ ค่าการนำความร้อนของ PU Foam อยู่ที่ 0.022 ถึง 0.035 W/m·K ซึ่งต่ำกว่าฉนวนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ติดตั้งผนังพียูโฟมใช้เวลานานแค่ไหน?

แผ่นแซนวิชพาแนลติดตั้งได้เร็วกว่าการก่ออิฐฉาบปูนมาก โดยทั่วไปผนัง 1 ห้อง (ประมาณ 30 ถึง 50 ตารางเมตร) สามารถติดตั้งเสร็จภายใน 1 ถึง 2 วัน สำหรับการพ่นโฟมบนผนัง ใช้เวลาพ่นประมาณครึ่งวันถึง 1 วัน แล้วรอให้โฟมแข็งตัวอีก 24 ชั่วโมงก่อนปิดทับวัสดุตกแต่ง

แผ่นผนัง PU โฟม ทนน้ำได้ไหม?

ได้ครับ เนื้อ PU Foam แบบเซลล์ปิด (Closed-Cell) ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง อย่างไรก็ตาม รอยต่อระหว่างแผ่นและจุดเชื่อมต่อยังคงต้องอัดซีลแลนท์อย่างดีเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม หากต้องการใช้ในห้องเย็นหรือห้องที่โดนน้ำโดยตรง ควรเลือกแผ่นที่มีผิวเคลือบกันสนิม

ผนัง PU Foam เหมาะกับห้องครัวหรือห้องน้ำไหม?

สามารถใช้ได้ แต่ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี เพราะห้องครัวและห้องน้ำมีความชื้นและไอน้ำสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดการควบแน่นบนผิวฉนวนได้ แนะนำให้ใช้แผ่นแซนวิชพาแนลที่มีผิวเหล็กเคลือบสีกันสนิมทั้ง 2 ด้าน พร้อมติดพัดลมดูดอากาศเพื่อลดความชื้นสะสม

ควรเลือกแผ่นผนัง PU โฟม หรือพ่นพียูโฟมบนผนังดีกว่า?

ทั้ง 2 วิธีให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่เหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน แผ่นสำเร็จรูป (Sandwich Panel) เหมาะกับการสร้างผนังใหม่ทั้งห้องหรือทั้งอาคาร ให้ผิวเรียบสวยพร้อมใช้งาน ส่วนการพ่นโฟมเหมาะกับการเสริมฉนวนบนผนังเดิม ผนังรูปทรงซับซ้อน หรือจุดที่แผ่นสำเร็จรูปเข้าไม่ถึง หากไม่แน่ใจ สามารถขอใบเสนอราคาฟรีเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีที่เหมาะสมที่สุด